หน้าแรก | จองที่พักออนไลน์ | สำหรับเจ้าหน้าที่
ผู้เข้าชม : 14934370 คน | ศุกร์ 24 พฤศจิกายน 2560  
     
 
ข่าวจากพื้นที่อนุรักษ์
ร่วมประชุมติดตามการค้าชาย แดนไทย-เมียนมา ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ณ ห้องรับรอง ชั้น4 ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
[17 พ.ย. 2560]
ย้อมสีสันต์พันธุ์ไม้ป่าคืนถิ่น อุทยานแห่งชาติตาดโตน
[15 พ.ย. 2560]
button ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางไปยังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สร.1 (น้ำตกแม่สุรินทร์) เพื่อเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
[13 พ.ย. 2560]
button หัวหน้าอุทยานฯพร้อมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เข้าร่วมพิธีเปิดเทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2560
[13 พ.ย. 2560]
button อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ ประชุมประจำเดือน ตุลาคม 2560
[9 พ.ย. 2560]
button อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า(คปอ)ณอำเภอปางมะผ้า
[9 พ.ย. 2560]
button อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อร่วมกับ ทหาร สำนักงานปศุสัตว์ ตชด. 336 ประชุมติดตามสถานการณ์การนำสินค้าผ่านแดน เข้าช่องทางบ้านดอยแสง ตาม ม. 5 ทวิ ของศุลกากร หลังจากทางอุทยานแห่งชาติถ้ำปลาฯ ได้ห้ามนำสินค้าผ่านแดนเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว
[9 พ.ย. 2560]
button อุทยานถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อขอแนะนำ 🕊️หงส์🕊️ที่ ปางอุ๋ง
[3 พ.ย. 2560]
button อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อเชิญชวนลอยกระทง ณ ปางอุ๋ง
[2 พ.ย. 2560]
button อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อจัดทำPlat Form
[2 พ.ย. 2560]
 
     

     
 
ท่องเที่ยวทั่วไทย
 
     

     
 
ค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว
 
     

     
 
กฎ ระเบียบ แบบฟอร์ม เอกสารเผยแพร่
คู่มือมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ประเภทถ้ำ
[15 พ.ย. 2560]
button ซักซ้อมการรายงานข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว ยานพาหนะ และเงินรายได้ในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว
[30 ธ.ค. 2559]
button ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง ยกเว้นค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติสำหรับบุคคลชาวไทย และยานพาหนะ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2560.
[29 ธ.ค. 2559]
button คำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 2698/2559 เรื่อง จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว
[20 ธ.ค. 2559]
button แบบฟอร์มการจัดทำฐานข้อมูลด้านการจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ เรื่อง รายละเอียดแบบสำรวจห้องน้ำ-สุขา
[13 ต.ค. 2559]
button แบบฟอร์มการจัดทำฐานข้อมูลด้านการจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ
[29 ก.ย. 2559]
button แบบฟอร์ม แบบจัดทำข้อมูลกรอบความต้องการงบลงทุน
[22 ก.ค. 2559]
button แบบฟอร์มสำรวจข้อมูลครุภัณฑ์เรือที่ใช้ประจำอุทยานแห่งชาติ
[29 มิ.ย. 2559]
button ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง การปรับลดอัตราค่าบริการสำหรับบุคคลที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ
[1 มิ.ย. 2559]
button สำนักอุทยานแห่งชาติ สามารถประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติได้อีก 1 แห่ง คือ "อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน"
[25 เม.ย. 2559]
 
     
แก่งตะนะ (Kaeng Tana)

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
ตู้ ปณ. 6 อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 34220

โทรศัพท์ : 045-252722-3 โทรสาร : 045-252723

อีเมล: kaeng_tana2012@hotmail.com ,somchaikurmanee@hotmail.com

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายวีระชัย กำลังงาม

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สภาพ พื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบและเนินเขาเตี้ยๆ โดยมียอดเขาบรรทัดเป็นจุดสูงสุด ความสูงประมาณ 543 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงไหลผ่านตามแนวเขตทางด้านทิศเหนือไปออกประเทศลาว บริเวณแก่งตะนะจะมีสายน้ำที่เชี่ยวและลึก อีกทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงทำให้มีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม ตรงกลางมีโขดหินขนาดใหญ่เป็นเกาะกลาง มีเนื้อที่ประมาณ 50,000 ไร่ หรือ 80 ตารางกิโลเมตร

ความเป็นมา: ด้วยกรมป่าไม้ มีหนังสือที่ กส 0706/2967 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2517 เรื่องการเลือกพื้นที่เพื่อจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ให้ป่าไม้เขตทุกเขตดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ในท้องที่แต่ละเขต ว่ามีบริเวณใดบ้างเหมาะสมที่จะจัดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ จากการสำรวจของจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหนังสือ ที่ อบ 09/24531 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2517 ถึงป่าไม้เขตอุบลราชธานี เห็นว่าป่าดงหินกอง ท้องที่ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม มีสภาพพื้นที่เหมาะสมเพื่อจัดเป็นอุทยานแห่งชาติ

สำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานีจึงมีหนังสือที่ กส 0809 (อบ)/1799 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2518 รายงานให้กรมป่าไม้ดำเนินการสำรวจพบว่า ป่าดงหินกองมีสภาพป่าสมบูรณ์ และมีธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง แต่เป็นป่าโครงการเพื่อการใช้สอยเอนกประสงค์ของราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี และป่าไม้เขตอุบลราชธานี จึงเห็นควรกำหนดพื้นที่ป่าดงหินกองเฉพาะบางส่วนบริเวณรอบๆ แก่งตะนะ และน้ำตกตาดโตน เนื้อที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นวนอุทยาน

กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 710/2521 ลงวันที่ 25 เมษายน 2521 ให้นายนพพร แสงสีดา นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปสำรวจเบื้องต้นพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ จากรายงานการสำรวจตามหนังสือสำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานี ที่ กส 0809/(อบ.)/2730 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2521 ป่าดงหินกองเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำมูล มีจุดเด่นตามธรรมชาติที่สวยงามเหมาะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ในชั้นต้นกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 2428/2522 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2522 ให้นายเสงี่ยม จันทร์แจ่ม นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการจัดตั้งเป็นวนอุทยานป่าดงหินกอง

ต่อมาวนอุทยานดงหินกองได้มีหนังสือที่ กส 0708(ดก)/11 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2523 ว่า ได้ทำการสำรวจพื้นที่ป่าดงหินกองโดยรอบพบว่า มีสภาพป่าสมบูรณ์ดีมาก มีธรรมชาติและทิวทัศน์สวยงาม สัตว์ป่าชุกชุมเหมาะที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ประกอบกับป่าโครงการเพื่อการใช้สอยแบบเอนกประสงค์ป่าดงหินกองถูกประกาศให้เป็นป่าปิด ห้ามการทำไม้ทุกชนิด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2522

กรมป่าไม้จึงเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติการประชุมครั้งที่ 2/2523 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2523 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดงหินกอง ในท้องที่ตำบลโขงเจียม และตำบลเขื่อนแก่ง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 908 ตอนที่ 115 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ” ซึ่งเป็นชื่อตามธรรมชาติของลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นจุดเด่นใหญ่ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศ

คำว่า “ตะนะ” จากการเล่าขานตามความเชื่อของชาวบ้านและประชาชนทั่วไป เดิมมาจากคำว่า “มรณะ” เนื่องจากบริเวณแก่งตะนะนี้มีกระแสน้ำไหลที่เชี่ยวกราก และมีโขดหินใหญ่น้อยอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลา มักประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกแก่งนี้ว่า “แก่งมรณะ” ตามแรงบันดาลจากสภาพของสายน้ำที่ไหลผ่านแก่งนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า “แก่งตะนะ” จึงตั้งเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ

ขนาดพื้นที่
50000.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กน. 1 (ห้วยหมากใต้)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กน. 2 (ตาดโตน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กน. 3 (เวินบึก)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กน. 4 (ปากโดม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กน. 5 (ป่าหลังภู)

ภาพแผนที่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบ เป็นเขาเตี้ยๆ มีแม่น้ำมูล แม่น้ำโขง และ ลำโดมน้อย ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดเล็ก ไกล้เคียงกับแม่น้ำมูล ไหลผ่าน เขื่อนสิรินธร มาบรรจบกับแม่น้ำมูล ที่หน้าเขื่อนปากมูล ความสูงโดยเฉลี่ยของพื้นที่ประมาณ 200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาบรรทัด สูงประมาณ 543 เมตร สภาพป่าทั่วไปเป็น ป่าเต็งรัง ป่าแพะหรือป่าแดง จะมีป่าดิบเฉพาะบริเวณริมห้วยขนาดใหญ่เท่านั้น สภาพพื้นที่ส่วนมากเป็นป่าสลับพลาญหินทราย และหินศิลา ส่วนดินเป็นดินลูกรัง ดินบรบือ และดินตะกอน จะมีทรายปะปนในดิน

ลักษณะภูมิอากาศ
ด้วยพื้นที่อุทยานอยู่ในเขตมรสุม ฤดูร้อนจะไม่ร้อนจนเกินไป ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม อุณหภูมิประมาณ30◦-35◦ ฤดูหนาวก็ไม่หนาวจัด ระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม อุณหภูมิประมาณ 18◦- 22◦ และฝนค่อนข้างตกชุกในฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน อุณหภูมิประมาณ 25◦-30 ◦ จึงทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเข้าไปเที่ยวในช่วงปลายฤดูฝนเพราะอากาศจะร่มรื่นเย็นสบาย และพันธุ์ไม้ดอกขึ้นเป็นจำนวนมาก

พืชพรรณและสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ สามารถสำแนกประเภทของสังคมพืชออกได้เป็น

ป่าดิบแล้ง ป่าดิบแล้งในบริเวณอุทยานแห่งชาติมีอยู่เพียงเล็กน้อย ประมาณ 6.96 ตารางกิโลเมตร หรือ 8.354 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมด โดยขึ้นปกคลุมอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ของอุทยานแห่งชาติบริเวณห้วยกระดิน และห้วยหัวเจ้า ป่าชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างทางด้านตั้งประกอบด้วยไม้ที่ขึ้นอยู่ 4 ชั้นระดับด้วยกัน โดยชั้นสูงสุด ประกอบด้วยไม้ชนิดต่างๆ ที่มีความสูงตั้งแต่ 21 เมตรขึ้นไป ได้แก่ ยางนา ตะเคียนหิน กะบก ตะแบก และชนิดอื่นๆ ไม้ชั้นกลาง ซึ่งมีเรือนยอดปกคลุมต่อเนื่อง ประกอบด้วยไม้ขนาดกลางที่มีความสูงตั้งแต่ 15-20 เมตร ไม้ที่พบเห็นโดยทั่วไป ได้แก่ ติ้ว ประดู่ และมะค่าโมง ไม้ชั้นล่าง ประกอบด้วยไม้ขนาดเล็กที่มีความสูงระหว่าง 4-14 เมตร ชนิดไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เหมือด ตีนนก และหว้า

ป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังในบริเวณอุทยานแห่งชาติปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง กล่าวคือ ครอบคลุมเนื้อที่ 69.97 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 84 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด โดยขึ้นปกคลุมพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติอยู่ทั่วๆ ไป โครงสร้างตามแนวดิ่ง ประกอบด้วยไม้สามชั้น ชั้นบนสุด (Upper Layer) ประกอบด้วย ไม้ที่มีความสูงตั้งแต่ 16 เมตรขึ้นไป เป็นไม้ขนาดใหญ่ ลำต้นค่อนข้างเปล่าตรงขึ้นกระจัดกระจายห่างๆ พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่ รกฟ้า ประดู่ ไม้ชั้นกลาง ประกอบดด้วยไม้ขนาดกลางที่มีความสูงระหว่าง 15-20 เมตร ขึ้นรวมกันหนาแน่นกว่าชนิดอื่นๆ ไม่ที่เด่นและพบเห็นทั่วไป ได้แก่ เต็ง รัง พลวง แดง เป็นต้น ส่วนไม้ล่าง เป็นไม้ขนาดเล็กที่มีความสูงต่ำกว่า 5 เมตร ลงมา ประกอบด้วย รักทะนง ยอป่า เหมือด เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่าง เป็นพวกลูกไม้ต่างๆ ปรงป่า


สัตว์ป่าที่พบในเขตอุทยานแห่งชิแก่งตะนะ สามารถจำแนกเป็น

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็กมีอยู่ชุกชุมทางด้านทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติบริเวณเทือกเขาบรรทัด เช่น กวาง หมีหมาหรือหมีคน อีเก้งหรือฟาน หมูป่า กระต่ายป่า สัตว์จำพวกกระรอก กระแต ตัวลิ่นหรือนิ่ม สัตว์จำพวกแมวป่า ขนาดเล็ก จำพวกอีเห็นอีกหลายชนิด เป็นต้น

สัตว์ปีก จากการสำรวจของคณะเจ้าหน้าที่อุทยาแห่งชาติแก่งตะนะ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล สำรวจเบื้องต้น พบนกในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ มีจำนวน 48 ชนิด ประกอบด้วย เหยี่ยวแดง นกกระปูดใหญ่ นกเค้าโมง นกนางแอ่น นกแซงแซวหงอกขน นกแซงแซวสีเทา นกกระจี๊ดธรรมดา นกกระจี๊ดสีคล้ำ นกจับแมลงหัวเทา นกจับแมลงคอแดง นกอุ้มบาตร์ นกเด้าดินสวน นกกินปลี นกปรอดทอง นกพญาไฟสีกุหลาบ เป็นต้น

สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบโดยทั่วไป ตะกวดหรือแลน ตุ๊กแก แย้ งูจงอาง งูเห่า และงูอื่นๆ ทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษอีกหลายชนิด ตลอดจนดพบพวกจิ้งจก จิ้งเหลน และกิ้งก่า กะท่าง กิ่งก่าอีก หลายชนิด

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่พบได้แก่ กบ คางคก อึ่งอ่าง ปาด และเขียดหลายชนิดแต่ยังมิได้มีการสำรวจแจกแจงชนิดอย่างละเอียด

ปลา เนื่องจากอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีอาณาเขตติดต่อกับแม่น้ำใหญ่ถึง 2 สาย คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล จึงมีพันธ์ปลาจำนานมากอาศัยอยู่ พบรวบรวมได้ 139 ชนิด จัดอยู่ใน 23 วงศ์ 10 อันดับ เป็นวงศ์ปลาตะเพียน 68 ชนิด วงศ์ปลาสวาย 10 ชนิด วงศ์ปลาเนื้ออ่อน 9 ชนิด วงศ์ปลากด 9 ชนิด และวงศ์ปลาอื่นๆอีก 43 ชนิด ปลาส่วนใหญ่เหมือนกับปลาที่มีอยู่ในภาคอื่นๆ เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลากระสูบ ปลาเทโพ ปลากราย ปลายี่สก ปลากระโห้ ปลาโกก แต่มีปลาหลายชนิดที่ไม่พบในแหล่งน้ำอื่น เช่น ปลาหมากยางหรือปลามงโกรย และปลาบึก ปลาดุกมูล ปลาช่อนกั้ง และสัตว์น้ำ ที่เป็นสัตว์ที่พบในพื้นที่ เช่น ปูภูเขา กระตาม ปูสีส้ม เป็นต้น

การเดินทาง
รถยนต์
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อยู่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 90 กิโลเมตร และสามารถเดินทางมาได้ 2 เส้นทาง คือ

• จากจังหวัดอุบลราชธานีไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 217 ผ่านอำเภอวารินชำราบ กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร แยกเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ผ่านอำเภอสิรินธร ถึงสามแยกตลาดนิคม 2 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 สุดทางจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

• จากจังหวัดอุบลราชธานีไปตามเส้นทางเดียวกับเส้นทางแรก เมื่อถึงอำเภอพิบูลมังสาหารเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพิบูลมังสาหาร 200 ปี เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2222 (ถนนพิบูลมังสาหาร-โขงเจียม)
1. ก่อนถึงอำเภอโขงเจียม ประมาณ 4 กม. เลี้ยวขาวผ่านสันเขื่อนปากมูล ประมาณ 1.2 กม. ถึงสามแยก เลี้ยวซ้าย ถึงด่านแก่งตะนะ
2. ผ่านเข้าตัวอำเภอโขงเจียม ข้ามสะพานโขงเจียมไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ถึงบ้านหนองชาด ซึ่งห่างจากอำเภอโขงเจียม 6 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 สุดเส้นทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ


แผนที่เส้นทาง
เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
อุบลราชธานี - อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

ภาพทิวทัศน์
แก่งตะนะ เกิดจากแม่น้ำมูลไหลมาพบดอนตะนะ แล้วสายน้ำจะแยกเป็นสองสายไหลโอบทั้งสองด้านของดอนตะนะ ทำให้เกิดดอนตะนะ แล้วไหลมารวมกันอีกครั้งไหลลงมาทางแก่งตะนะ ซึ่งมีโขดหินมหึมาเป็นเกาะกลางน้ำขวางอยู่ทำให้เกิดเป็นแก่งตะนะขนาดใหญ่และสวยงาม
แก่งตะนะ จุดเล่นน้ำเหนือแก่ง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ และรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว
จุดลงเล่นน้ำแก่งตะนะ
บริเวณที่แม่น้ำมูล กับแม่น้ำโขงไหลมาบรรจบกัน หรือแม่น้ำสองสี
ป้ายแก่งตะนะ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกจุดหนึ่ง
จุดชมวิวบนผาด่างซึ่งสามารถมองเห็นหมู่บ้านชาวลาว และสะพานปากแซ เมืองปากแซ แขวงจำปาสัก ของประเทศลาว
ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาด่าง จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพร้อม ๆ กันกับผาชนะได
คณะสำรวจชุดแรกที่สำรวจพระทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามที่ผาด่าง จาก ม.อุบลราชธานี เจ้าหน้าที่ทางจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
ดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ใจกลางดอนตะนะ
ปากแม่น้ำมูลยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ ชาวบ้านยังได้อาศัยทำการประมงเลี้ยงครอบครัว
กิจกรรมเดินป่าค้างคืนดูพระอาทิตย์บนผาด่าง
ดอกต้นรักษ์ใหญ่ ซึ่งกระจายทั่วพื้นป่าแก่งจะบานพร้อมกันทั้งป่า ช่วงปลายหนาวต้นแล้ง
ดอกไม้ประลาด (ดอกส้มเช้า ) เกิดตามแอ่งน้ำในโพร่ง หรือโบกหินกลางป่า ดอกจะบานตอนเช้าเหี่ยวในตอนสาย แต่จะบานอีกในเช้าวันต่อไป และที่มาของชื่อ พืชชนิดนี้กินได้ชาวบ้านนำมากินกับ แจ่ว ปนปลา ปนกบ จะมีรสชาดเปรี้ยวอมหวาน ในช่วงเช้าแต่ในตอนสายจะมีรสขมกินไม่ได้ มีทั่วไปในป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
ทุ่งดอกหญ้า ซึ่งขณะถ่ายภาพนี้เป็นช่วงหน้าฝนซึ่งดอกหญ้าส่วนใหญ่จะบานช่วงปลายฝนต้นหนาว
ทุ่งดอกหญ้า
นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่โขดหินแก่งตะนะ มองผ่านสะพานแขวน รับลมยามเย็นที่ลานหินติดแก่งตะนะ ตาดูพระอาทิตย์ตกดิน หูฟังเสียงน้ำไหลลงแก่ง จมูกสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเย็น ปากกล่าวชื่นชมความสวยงาม ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ได้ภาพสวย ๆ อีกภาพแล้ว
ด้านหน้าแก่งตะนะ
พระอาทิตย์ขึ้นมองจากด้านหน้าแก่งตะนะ
จุดชมวิวผาฮัง สามารถมองเห็นสะพานข้ามแมน้ำมูล ที่อยู่อำเภอโขงเจียม
จุดชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำมูล
ดอกตะแบกป่า ตะแบกป่าจะมีอยู่ทั่วไปในพื้นที่อทยานแห่งชาติแก่งตะนะ จะมีหลายสายพันธุ์ และส่วนมากจะบานพร้อมกันในฤดูแล้ง ดอกมีขาว สีม่วง สีชมพู มีบางชนิดมีสีโอรส มองดูเหมือนป่าเป็นสีม่วง
ดอกตะแบกใหญ่ เป็นชนิดที่มีมากที่สุดในพืนป่าแก่งตะนะ
ตะแบกขาว
สะพานแขวน เป็นชมวิวอีกจุดของแก่งตะนะ ทางทิศตะวันออกจะมองเห็นตัวแก่งตะนะทั้งหมด
ตอนเย็นใช้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก
น้ำตกรากไทร หรือผารากไทร เป็นหน้าผา กว้าง 20 เมตร สูง 30 เมตร ในฤดูฝนจะมีน้ำตกไหลลงมาตามรากต้นไทรสวยงามมาก

แผนที่ผังบริเวณ
แผนผังบริเวณภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
ผังบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และสถานที่กางเต็นท์
ห้องประชุมสัมมนา - ห้องประชุมโต๊ะห้องเต้

สถานที่ท่องเที่ยว